เคยสังเกตตัวเองไหมว่า ช่วงนี้ทำไมน้ำหนักตัวพุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่กินเท่าเดิม หรือบางทีก็กินน้อยลงด้วยซ้ำ รู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงนอนตลอดทั้งวัน ผิวแห้ง ผมร่วง และขี้หนาวผิดปกติ อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ความเครียดหรือการพักผ่อนน้อย แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากต่อมไทรอยด์ที่กำลังทำงานผิดปกติ ในภาวะที่เรียกว่า “ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน” หรือ “ไฮโปไทรอยด์” Medical Line Lab จะพาคุณไปเจาะลึกถึงสาเหตุ อาการ และวิธีการรับมือกับภาวะนี้ เพื่อให้คุณกลับมาสดใสและสุขภาพดีอีกครั้ง
ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน (Hypothyroidism) คืออะไร
ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน (Hypothyroidism) คือภาวะที่ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Gland) ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อบริเวณคอหน้า ทำงานลดลงหรือไม่สามารถผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ฮอร์โมนนี้มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) เมื่อฮอร์โมนลดต่ำลง ระบบต่าง ๆ ในร่างกายจึงทำงานช้าลง เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่เดินเบา ทำให้เกิดอาการเฉื่อยชา อ้วนง่าย และอ่อนเพลีย
ชนิดของภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน
ภาวะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดตามตำแหน่งของความผิดปกติ ดังนี้
- ชนิดปฐมภูมิ (Primary Hypothyroidism): เกิดจากความผิดปกติที่ตัวต่อมไทรอยด์เอง ทำให้ผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด
- ชนิดทุติยภูมิและตติยภูมิ (Secondary and Tertiary Hypothyroidism): เกิดจากความผิดปกติของต่อมใต้สมองหรือสมองส่วนไฮโปทาลามัส ที่ทำหน้าที่สั่งการต่อมไทรอยด์
- ภาวะพร่องไทรอยด์แฝง (Subclinical Hypothyroidism): เป็นระยะเริ่มต้นที่ผู้ป่วยอาจยังไม่มีอาการชัดเจน แต่เมื่อตรวจเลือดจะพบค่าการทำงานของต่อมไทรอยด์เริ่มผิดปกติ
ความแตกต่างระหว่าง “ไฮโปไทรอยด์” และ “ไฮเปอร์ไทรอยด์”
โรคไทรอยด์มักสร้างความสับสนระหว่างภาวะ “อ้วน (พร่อง)” และ “ผอม (เป็นพิษ)” ตารางนี้จะช่วยให้แยกแยะอาการได้ง่ายขึ้น
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroid) | ไฮเปอร์ไทรอยด์ (Hyperthyroid) |
| ระดับฮอร์โมน | ต่ำกว่าปกติ (พร่อง) | สูงกว่าปกติ (เป็นพิษ) |
| น้ำหนักตัว | อ้วนขึ้นง่าย ลดลงยาก | ผอมลง กินจุแต่น้ำหนักลด |
| การทนอุณหภูมิ | ขี้หนาว ทนเย็นไม่ได้ | ขี้ร้อน เหงื่อออกมาก |
| ลักษณะนิสัย | เฉื่อยชา ง่วงนอน ซึมเศร้า | ตื่นตัว หงุดหงิดง่าย ใจสั่น |
| การขับถ่าย | ท้องผูก | ถ่ายเหลว บ่อย |
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค
สาเหตุที่ทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง เกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่
- โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Hashimoto’s Thyroiditis): เป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่พบบ่อยที่สุด โดยภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายต่อมไทรอยด์ตัวเอง
- การรักษาโรคไทรอยด์ในอดีต: เช่น ผู้ที่เคยผ่าตัดตัดต่อมไทรอยด์ออก หรือเคยกลืนแร่ไอโอดีนรังสีเพื่อรักษาไทรอยด์เป็นพิษ
- ยาบางชนิด: เช่น ยารักษาโรคหัวใจบางตัว (Amiodarone) หรือยาจิตเวช (Lithium)
- การขาดธาตุไอโอดีน: พบได้ในพื้นที่ที่ห่างไกลทะเล แต่ปัจจุบันพบน้อยลงเนื่องจากการรณรงค์เติมไอโอดีนในเกลือ
อาการสัญญาณเตือน “ภาวะพร่องไทรอยด์”
อาการจะค่อยเป็นค่อยไปและส่งผลกระทบต่อหลายระบบในร่างกาย
- ระบบเผาผลาญ: น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ตัวบวม หน้าบวม ขี้หนาว
- ผิวหนังและผม: ผิวแห้งหยาบกร้าน ผมร่วง ผมแห้ง เล็บเปราะฉีกง่าย
- ระบบประสาทและอารมณ์: รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา ง่วงนอน คิดช้า พูดช้า ความจำไม่ดี หรือมีภาวะซึมเศร้า
- ระบบขับถ่าย: ท้องผูกเรื้อรัง
- ระบบสืบพันธุ์: ในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนมามากผิดปกติ มาไม่สม่ำเสมอ หรือมีบุตรยาก
ภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย
หากปล่อยไว้ไม่รักษา ภาวะพร่องไทรอยด์อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น, ภาวะคอพอก (Goiter) ที่กดทับหลอดลม และภาวะวิกฤตที่เรียกว่า Myxedema Coma ซึ่งผู้ป่วยจะซึมลง อุณหภูมิกายต่ำ และอาจเสียชีวิตได้
การตรวจและวินิจฉัยโรค
แพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะนี้ได้อย่างแม่นยำด้วยการ ตรวจเลือด ดูค่าการทำงานของต่อมไทรอยด์ (Thyroid Function Test)
- TSH (Thyroid Stimulating Hormone): เป็นค่าที่ไวที่สุดในการคัดกรอง หากค่า TSH สูง แสดงว่าต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (ร่างกายพยายามกระตุ้น)
- Free T4 และ Free T3: ตรวจวัดระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในเลือดโดยตรง
- Anti-TPO (Thyroid Antibodies): ตรวจเพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากโรคแพ้ภูมิตัวเองหรือไม่
แนวทางการรักษาภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน
การรักษาหลักคือการให้ ยาฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทน (Levothyroxine) เพื่อชดเชยฮอร์โมนที่ร่างกายขาดไป ผู้ป่วยจำเป็นต้องทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และมาตรวจเลือดติดตามผลเป็นระยะเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับระดับฮอร์โมนในร่างกาย
แนวทางการดูแลตนเองและอาหารที่ควรระวัง
- การทานยา: ควรทานยาไทรอยด์ตอนท้องว่าง (ก่อนอาหารเช้าอย่างน้อย 30-60 นาที) และห้ามทานพร้อมกับยาบำรุงเลือด แคลเซียม หรือยาลดกรด เพราะจะขัดขวางการดูดซึม
- อาหารกลุ่ม Goitrogens: เช่น กะหล่ำปลีดิบ บรอกโคลี คะน้า หัวไชเท้า หากทานดิบในปริมาณมากอาจยับยั้งการสร้างฮอร์โมนได้ แต่หากทำให้สุกแล้วสามารถทานได้ตามปกติ
- ออกกำลังกาย: เพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญและควบคุมน้ำหนัก
กลุ่มบุคคลใดบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองไทรอยด์
- ผู้หญิงที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไทรอยด์
- ผู้ที่มีอาการสงสัย เช่น อ้วนง่าย อ่อนเพลียเรื้อรัง
- ผู้ที่มีประวัติเคยผ่าตัดหรือฉายแสงบริเวณคอ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- ต้องกินยาฮอร์โมนไทรอยด์ตลอดชีวิตหรือไม่?
ส่วนใหญ่จำเป็นต้องทานตลอดชีวิต เนื่องจากต่อมไทรอยด์ไม่สามารถกลับมาสร้างฮอร์โมนเองได้เพียงพอ แต่การทานยานี้ปลอดภัย เหมือนการเติมสารธรรมชาติที่ร่างกายขาดไป
- กินยารักษาไทรอยด์แล้วน้ำหนักจะลดลงไหม?
เมื่อระดับฮอร์โมนไทรอยด์กลับมาปกติ ระบบเผาผลาญจะดีขึ้น น้ำหนักตัวที่เพิ่มจากอาการบวมน้ำจะค่อย ๆ ลดลงมาสู่เกณฑ์ปกติ แต่ยานี้ไม่ใช่ยาลดความอ้วน การควบคุมอาหารยังคงจำเป็น
- คนเป็นพร่องไทรอยด์สามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติหรือไม่?
สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ต้องวางแผนและปรึกษาแพทย์ เพราะระดับฮอร์โมนไทรอยด์สำคัญต่อพัฒนาการสมองของทารกในครรภ์ แพทย์อาจต้องปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์
- ทานอาหารเสริมไอโอดีนเพิ่มเอง จะช่วยให้หายเร็วขึ้นไหม?
ไม่แนะนำให้ซื้อทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะสาเหตุส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการขาดไอโอดีน การได้รับไอโอดีนมากเกินไปอาจทำให้อาการแย่ลงหรือเกิดไทรอยด์เป็นพิษได้
- ถ้าลืมกินยาไทรอยด์ตอนเช้า ควรกินทันทีที่นึกได้ หรือข้ามไปเลย?
ถ้านึกได้ภายในวันนั้นให้กินทันที แต่ถ้านึกได้วันรุ่งขึ้น ให้กินยาของวันนั้นตามปกติ ห้ามเบิ้ลยาเป็น 2 เม็ด เด็ดขาด
สรุป
ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงโดยไม่รู้ตัว ทั้งความอ้วนและความอ่อนเพลีย แต่ข่าวดีคือโรคนี้วินิจฉัยได้ง่ายด้วยการตรวจเลือดและรักษาได้ผลดีมาก หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเข้าข่าย อย่าละเลยที่จะไปตรวจเช็กระดับฮอร์โมนไทรอยด์ เพื่อให้ร่างกายกลับมาสมดุลและแข็งแรงอีกครั้ง
เบอร์โทรศัพท์: 02-374-9604
Line: https://page.line.me/259wtcig?openQrModal=true
Contact us: https://www.medicallinelab.co.th/ติดต่อสอบถาม/
Website: https://www.medicallinelab.co.th/
Facebook: https://www.facebook.com/MLLmedicallinelab
Email: info@medicallinelab.co.th






