คุณผู้ชายเคยสังเกตตัวเองหรือไม่ว่า ช่วงหลังมานี้เริ่มตื่นมาปัสสาวะกลางดึกบ่อยขึ้น ยืนหน้าโถส้วมนานกว่าปัสสาวะจะออก หรือรู้สึกว่าปัสสาวะไม่พุ่งเหมือนแต่ก่อน อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องของความชราตามวัย แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคต่อมลูกหมากโต” โรคยอดฮิตที่ชายไทยวัย 50 ปีขึ้นไปต้องเผชิญ Medical Line Lab จะพาคุณไปทำความรู้จักกับโรคนี้ให้ลึกซึ้ง พร้อมแนวทางการรับมือและการรักษา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและความมั่นใจที่กลับคืนมา
โรคต่อมลูกหมากโต (BPH) คืออะไร
โรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia – BPH) คือภาวะที่เนื้อเยื่อของต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่รอบท่อปัสสาวะของผู้ชาย มีขนาดใหญ่ขึ้นผิดปกติ จนไปเบียดท่อปัสสาวะให้ตีบแคบลง ส่งผลให้การขับถ่ายปัสสาวะทำได้ยากขึ้น ภาวะนี้ ไม่ใช่เนื้อร้ายและไม่ใช่มะเร็ง แต่เป็นเนื้องอกชนิดธรรมดาที่มักเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อผู้ชายมีอายุมากขึ้น
ระยะความรุนแรงของโรคต่อมลูกหมากโต
แพทย์มักประเมินความรุนแรงของโรคจากผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและอาการที่แสดงออก แบ่งได้ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น: เริ่มมีอาการระคายเคือง ปัสสาวะบ่อยขึ้นกว่าปกติ แต่ยังไม่รบกวนชีวิตประจำวันมากนัก
- ระยะปานกลาง: เริ่มมีอาการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ปัสสาวะลำบาก ต้องเบ่ง หรือปัสสาวะไม่สุด ส่งผลต่อการนอนหลับ
- ระยะรุนแรง: ปัสสาวะไม่ออกเลย (Urinary Retention) หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อ เลือดออก หรือไตเสื่อม
ความแตกต่างระหว่าง “โรคต่อมลูกหมากโต” “มะเร็งต่อมลูกหมาก” และ “ต่อมลูกหมากอักเสบ”
อาการทางระบบปัสสาวะอาจดูคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างที่สำคัญดังตารางนี้
| หัวข้อเปรียบเทียบ | โรคต่อมลูกหมากโต (BPH) | มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Cancer) | ต่อมลูกหมากอักเสบ (Prostatitis) |
| สาเหตุ | ความเสื่อมตามวัย / ฮอร์โมน | เซลล์กลายพันธุ์ | การติดเชื้อแบคทีเรีย |
| อาการเด่น | ปัสสาวะไม่พุ่ง ปัสสาวะบ่อย | ระยะแรกไม่มีอาการ / ปัสสาวะเป็นเลือด | ปวด บริเวณท้องน้อย/อัณฑะ/ทวารหนัก |
| ค่า PSA ในเลือด | สูงขึ้นเล็กน้อย หรือ ปกติ | สูงผิดปกติ | สูงขึ้นขณะมีการอักเสบ |
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค
สาเหตุหลักเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามธรรมชาติ ได้แก่
- อายุที่เพิ่มขึ้น: เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด พบว่าผู้ชายอายุ 60 ปีขึ้นไป กว่า 50% จะมีภาวะนี้ และเพิ่มเป็น 80% ในวัย 85 ปี
- ฮอร์โมนเพศชาย: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่ลดลง และฮอร์โมนไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (DHT) ที่สะสมมากขึ้น กระตุ้นให้เซลล์ต่อมลูกหมากขยายตัว
- พันธุกรรม: หากมีบิดาหรือพี่น้องเป็นโรคนี้ จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
อาการสัญญาณเตือน “ต่อมลูกหมากโต”
อาการส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการขับถ่ายปัสสาวะ (LUTS) ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มอาการหลัก
-
อาการระคายเคือง (Irritative Symptoms):
- ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ (Frequency): โดยเฉพาะต้องลุกมาเข้าห้องน้ำบ่อยในตอนกลางคืน (Nocturia)
- กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urgency): รู้สึกปวดปัสสาวะรุนแรงและต้องรีบเข้าห้องน้ำทันที
-
อาการอุดกั้น (Obstructive Symptoms):
- ปัสสาวะไม่พุ่ง (Weak Stream): สายปัสสาวะไหลเบา ขัด หรือสะดุดเป็นหยดๆ
- ปัสสาวะลำบาก (Hesitancy): ต้องยืนรอนานกว่าปัสสาวะจะออก หรือต้องออกแรงเบ่ง
- ปัสสาวะไม่สุด (Incomplete Emptying): รู้สึกเหมือนยังมีปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ
ภาวะแทรกซ้อนหากไม่รีบรักษา
หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงกว่าเดิม เช่น ภาวะปัสสาวะไม่ออกเฉียบพลัน (ต้องสวนปัสสาวะด่วน), การเกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะจากการตกตะกอนของปัสสาวะที่ค้างอยู่, การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำซ้อน และที่รุนแรงที่สุดคือ ปัสสาวะย้อนกลับไปทำลายไตจนเกิดภาวะไตวาย
การตรวจและวินิจฉัยโรค
- การซักประวัติ: แพทย์จะสอบถามอาการเพื่อประเมินระดับความรุนแรง (IPSS Score)
- การตรวจทางทวารหนัก (DRE): แพทย์จะสวมถุงมือและใช้นิ้วคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนัก เพื่อดูขนาดและความผิดปกติ
- การตรวจเลือดหาค่าบ่งชี้มะเร็ง (PSA – Prostate Specific Antigen): สำคัญมาก เพื่อแยกโรคว่าอาการที่เกิดขึ้นมาจากต่อมลูกหมากโตธรรมดา หรือมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
- การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือมีเลือดปนหรือไม่
แนวทางการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต
การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ
- การปรับพฤติกรรม (Watchful Waiting): สำหรับผู้ที่มีอาการน้อย แพทย์จะนัดติดตามอาการเป็นระยะร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มน้ำ
- การรักษาด้วยยา: เป็นวิธีมาตรฐานสำหรับอาการปานกลาง ยาจะช่วยคลายกล้ามเนื้อรอบท่อปัสสาวะหรือช่วยลดขนาดของต่อมลูกหมาก ทำให้ปัสสาวะคล่องขึ้น
- การรักษาด้วยการผ่าตัด: สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง หรือใช้ยาไม่ได้ผล วิธีที่นิยมคือ การคว้านต่อมลูกหมากด้วยกล้อง (TURP) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่ได้ผลดี
แนวทางการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วย
- จำกัดน้ำดื่มก่อนนอน: ควรงดน้ำ 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดการตื่นมาปัสสาวะกลางดึก
- หลีกเลี่ยงคาเฟอีนและแอลกอฮอล์: เพราะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ปวดปัสสาวะบ่อยและกลั้นได้ยากขึ้น
- ไม่กลั้นปัสสาวะ: เมื่อรู้สึกปวดควรรีบเข้าห้องน้ำทันที
- ฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (ขมิบก้น): เพื่อช่วยให้ควบคุมการขับถ่ายได้ดีขึ้น
กลุ่มบุคคลใดบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองต่อมลูกหมาก
- ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
- ผู้ชายที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป และมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
- ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- โรคต่อมลูกหมากโต หากทิ้งไว้นานๆ จะกลายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้หรือไม่?
ไม่ โรคต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมากเป็นคนละโรคกัน การเป็นต่อมลูกหมากโตไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง แต่ทั้งสองโรคสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในคนคนเดียวกัน
- การผ่าตัดต่อมลูกหมากส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศหรือไม่?
อาจมีผลกระทบได้บ้าง เช่น ภาวะน้ำอสุจิไหลย้อนกลับเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ (Dry Orgasm) แต่ส่วนใหญ่มักไม่กระทบต่อความสามารถในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ถึงผลข้างเคียงก่อนตัดสินใจผ่าตัด
- ผู้ชายทุกคนต้องเป็นโรคต่อมลูกหมากโตเมื่อแก่ตัวลงใช่ไหม?
มีโอกาสเป็นสูงมาก เนื่องจากเป็นความเสื่อมตามธรรมชาติ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีอาการรุนแรงจนต้องรักษา บางคนอาจมีต่อมลูกหมากโตแต่ไม่มีอาการขัดขวางการปัสสาวะก็ได้
- การกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ เป็นสาเหตุทำให้ต่อมลูกหมากโตจริงหรือ?
ไม่จริง การกลั้นปัสสาวะไม่ได้ทำให้ต่อมลูกหมากโต แต่จะทำให้อาการแย่ลงได้ และอาจนำไปสู่กระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือติดเชื้อ
- กินยารักษาต่อมลูกหมากแล้วอาการดีขึ้น สามารถหยุดยาเองได้ไหม?
ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง หากหยุดยาอาการมักจะกลับมาเป็นซ้ำ การปรับลดหรือหยุดยาควรอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์
สรุป
โรคต่อมลูกหมากโตเป็นเรื่องธรรมชาติที่ผู้ชายส่วนใหญ่ต้องเจอ แต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด หากคุณเริ่มมีสัญญาณเตือนเรื่องการขับถ่ายปัสสาวะ อย่ามัวแต่อายหรือทนรำคาญ การตรวจคัดกรองแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณรับมือกับโรคได้ถูกวิธี ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในทุกช่วงวัย
เบอร์โทรศัพท์: 02-374-9604
Line: https://page.line.me/259wtcig?openQrModal=true
Contact us: https://www.medicallinelab.co.th/ติดต่อสอบถาม/
Website: https://www.medicallinelab.co.th/
Facebook: https://www.facebook.com/MLLmedicallinelab
Email: info@medicallinelab.co.th





