โรคงูสวัด (Shingles) ตุ่มน้ำใสที่มาพร้อมความเจ็บปวด ความเชื่อผิดๆ และวิธีรักษาให้หายเร็วที่สุด

โรคงูสวัด (Shingles) ตุ่มน้ำใสที่มาพร้อมความเจ็บปวด ความเชื่อผิดๆ และวิธีรักษาให้หายเร็วที่สุด

“โรคงูสวัด” ชื่อนี้มักมาพร้อมกับกิตติศัพท์เรื่องความเจ็บปวดที่แสนทรมาน บางคนเปรียบเปรยว่าเหมือนโดนไฟช็อตหรือแสบร้อนลึกเข้าไปข้างใน แถมยังมีความเชื่อโบราณที่น่ากลัวว่า “หากแผลพันรอบตัวจะเสียชีวิต” ความจริงเป็นอย่างไร? และเราจะรับมือกับโรคนี้อย่างไรไม่ให้ทิ้งรอยแผลและความเจ็บปวดไว้ดูต่างหน้า Medical Line Lab จะพาคุณไปเจาะลึกข้อมูลของโรคนี้ พร้อมแนวทางการรักษาที่ถูกต้องและการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

โรคงูสวัด (Shingles) คืออะไร

โรคงูสวัด (Shingles หรือ Herpes Zoster) คือโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส (Chickenpox) ที่ชื่อว่า Varicella Zoster Virus (VZV) ผู้ที่เป็นงูสวัดจะต้องเคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน เมื่อหายจากอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไม่ได้หายไปไหนแต่จะเข้าไปซ่อนตัวเงียบๆ อยู่ในปมประสาทของร่างกาย เมื่อร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันต่ำลง เชื้อไวรัสนี้จะกลับมาเพิ่มจำนวนและก่อให้เกิดการอักเสบตามแนวเส้นประสาท ทำให้เกิดผื่นตุ่มน้ำใสและอาการปวดแสบปวดร้อน

โรคงูสวัด (Shingles) คืออะไร 

ระยะการดำเนินโรคของงูสวัด

โรคงูสวัดมีการดำเนินโรคที่แบ่งระยะได้ค่อนข้างชัดเจน ดังนี้

  • ระยะนำ (Prodromal Stage): เป็นระยะเริ่มแรก ผู้ป่วยมักมีอาการปวดแสบปวดร้อน ปวดเจ็บเหมือนไฟช็อต หรือคันยุบยิบตามแนวเส้นประสาท โดยที่ยังไม่มีผื่นขึ้น อาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย
  • ระยะผื่นและตุ่มน้ำ (Active Stage): หลังจากเริ่มปวดประมาณ 2-3 วัน จะเริ่มมีผื่นแดงขึ้นและกลายเป็นตุ่มน้ำใสเรียงตัวเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาท (Dermatome) มักเป็นเพียงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย ไม่ข้ามแนวแกนกลางลำตัว
  • ระยะตกสะเก็ด (Healing Stage): ภายใน 7-10 วัน ตุ่มน้ำจะเริ่มแตกแห้งและตกสะเก็ด โดยสะเก็ดจะค่อยๆ หลุดออกและหายสนิทภายใน 2-4 สัปดาห์

ความแตกต่างระหว่าง โรคงูสวัด, อีสุกอีใส และเริม

เนื่องจากเป็นโรคในกลุ่มตุ่มน้ำใสเหมือนกัน จึงมักสร้างความสับสนได้ ตารางนี้จะช่วยเปรียบเทียบความแตกต่างให้ชัดเจน

ลักษณะ โรคงูสวัด (Shingles) อีสุกอีใส (Chickenpox) เริม (Herpes Simplex)
เชื้อสาเหตุ Varicella Zoster (เชื้อเดิมที่ซ่อนอยู่) Varicella Zoster (ติดเชื้อครั้งแรก) Herpes Simplex (HSV)
ลักษณะผื่น ตุ่มน้ำใสเรียงเป็นแนวตามเส้นประสาท ตุ่มน้ำใสกระจายทั่วตัว ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มเล็กๆ
ตำแหน่ง เป็นแถบซีกเดียวของร่างกาย ทั่วใบหน้าและลำตัว ริมฝีปาก หรือ อวัยวะเพศ
อาการปวด ปวดแสบปวดร้อนรุนแรง คันเป็นหลัก เจ็บๆ คันๆ เฉพาะที่

 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคงูสวัด

สาเหตุหลักคือการ ตื่นขึ้น” ของเชื้อไวรัสอีสุกอีใสที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย โดยมีปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ได้แก่

  • อายุที่มากขึ้น: โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ภูมิคุ้มกันจะเริ่มเสื่อมถอยตามธรรมชาติ
  • ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ: ทำให้ร่างกายอ่อนแอ
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง: เช่น ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV, ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด หรือผู้ที่ทานยากดภูมิคุ้มกัน

อาการของโรคงูสวัด

  1. อาการปวด: เป็นอาการเด่นชัดที่สุด อาจปวดแสบปวดร้อน ปวดจี๊ดๆ หรือปวดลึกๆ สัมผัสเสื้อผ้าเพียงเบาๆ ก็เจ็บ
  1. ผื่นและตุ่มน้ำ: ขึ้นเป็นกระจุกตามแนวเส้นประสาท เช่น ชายโครง ใบหน้า แขน หรือขา เพียงข้างเดียว
  1. อาการร่วมอื่นๆ: อาจมีไข้ ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคงูสวัด

หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ

  • อาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด (Postherpetic Neuralgia – PHN): แม้แผลหายแล้ว แต่ผู้ป่วยยังคงมีอาการปวดทรมานต่อเนื่องเป็นเดือนหรือเป็นปี พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ
  • งูสวัดขึ้นตา (Herpes Zoster Ophthalmicus): หากเชื้อลามเข้าเส้นประสาทตา อาจทำให้กระจกตาอักเสบและสูญเสียการมองเห็นได้
  • การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน: หากแกะเกาจนแผลติดเชื้อ อาจทำให้แผลหายช้าและเกิดแผลเป็น

การตรวจและวินิจฉัยโรค

แพทย์มักวินิจฉัยได้จากลักษณะทางคลินิก คือ ผื่นตุ่มน้ำที่เรียงตัวตามแนวเส้นประสาท แต่ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน แพทย์อาจขูดตุ่มน้ำไปตรวจหาเชื้อ (Tzanck smear) หรือส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธี PCR เพื่อยืนยันผล

แนวทางการรักษาโรคงูสวัด 

แนวทางการรักษาโรคงูสวัด

หัวใจสำคัญของการรักษาคือ ความรวดเร็ว” เพื่อลดความรุนแรงและป้องกันอาการปวดประสาทเรื้อรัง

  • ยาต้านไวรัส (Antiviral drugs): เช่น Acyclovir หรือ Valacyclovir ควรได้รับภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากเริ่มมีผื่นขึ้น จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นและลดอาการปวด
  • ยาแก้ปวด: แพทย์จะจ่ายยาแก้ปวดตามอาการ หรือยาแก้ปวดปลายประสาทโดยเฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง
  • การดูแลแผล: ใช้น้ำเกลือประคบแผลให้แห้ง และป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

 

แนวทางการป้องกันการติดเชื้อและการกำเริบ

วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันโรคงูสวัดและลดความรุนแรงของโรคคือ การฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัด (Shingles Vaccine) ซึ่งปัจจุบันแพทย์แนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยวัคซีนสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคและลดโอกาสเกิดภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  1. โรคงูสวัดติดต่อกันได้ไหม?
    ตัวโรคงูสวัดเองไม่ติดต่อทางการหายใจ แต่ น้ำในตุ่มใส มีเชื้อไวรัส หากผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนไปสัมผัส จะทำให้ติดเชื้อและเป็น โรคอีสุกอีใส (ไม่ได้เป็นงูสวัดทันที)
  1. เคยเป็นงูสวัดแล้วเป็นซ้ำได้อีกไหม?
    สามารถเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมาก แต่พบได้ไม่บ่อยนัก การฉีดวัคซีนจะช่วยลดโอกาสการเป็นซ้ำได้
  1. ต้องรีบไปหาหมอภายในกี่วัน?
    ควรไปพบแพทย์ภายใน 3 วัน (72 ชั่วโมง) แรกที่เริ่มมีผื่น เพื่อให้ยาต้านไวรัสทำงานได้เต็มประสิทธิภาพที่สุด
  1. ความเชื่อที่ว่า”งูสวัดพันรอบตัวแล้วจะเสียชีวิต” จริงไหม?
    ไม่จริง โดยปกติงูสวัดจะเป็นแค่ซีกเดียวและไม่พันรอบตัว ยกเว้นในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมากๆ เชื้ออาจกระจายทั่วตัวได้ ซึ่งความเสี่ยงเสียชีวิตเกิดจากภาวะแทรกซ้อนและการติดเชื้อเข้ากระแสเลือด ไม่ใช่เพราะผื่นพันรอบตัว
  1. อาการปวดแสบหลังจากแผลหายแล้วจะอยู่นานแค่ไหน?
    อาการปวดปลายประสาท (PHN) อาจอยู่ได้นานตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วยและความรวดเร็วในการรักษา

สรุป

โรคงูสวัดเป็นโรคที่สร้างความเจ็บปวดและอาจส่งผลกระทบระยะยาวหากรักษาไม่ทันท่วงที การสังเกตอาการตนเองและการเข้ารับการรักษาภายใน 72 ชั่วโมงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับผู้สูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยง การฉีดวัคซีนป้องกันเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในการลดโอกาสการเกิดโรคและความทรมานจากอาการปวด

Scroll to Top