โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ผื่นคันเรื้อรังที่หลายคนเข้าใจผิด เกิดจากอะไร รักษาหายขาดได้หรือไม่?

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ผื่นคันเรื้อรังที่หลายคนเข้าใจผิด เกิดจากอะไร รักษาหายขาดได้หรือไม่?

ปัญหาผิวหนังที่มีลักษณะเป็นผื่นแดง หนา และมีขุยสีขาว มักสร้างความกังวลใจและบั่นทอนความมั่นใจในการใช้ชีวิตไม่น้อย หลายท่านอาจกำลังสงสัยว่าอาการเหล่านี้คือ “โรคสะเก็ดเงิน” หรือไม่ และที่สำคัญคือ “เป็นแล้วจะติดต่อสู่ผู้อื่นไหม” Medical Line Lab จะพาคุณไปทำความรู้จักกับโรคนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อไขข้อข้องใจและเรียนรู้วิธีการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) คืออะไร

โรคสะเก็ดเงิน คือโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้เซลล์ผิวหนังมีการแบ่งตัวเร็วกว่าปกติหลายเท่าตัว (จากปกติ 28 วัน เหลือเพียง 3-7 วัน) ทำให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วสะสมทับถมกันหนาตัวขึ้นกลายเป็นปื้นแดงและมีสะเก็ดสีเงินปกคลุม โรคนี้ ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ แต่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) คืออะไร 

ชนิดของโรคสะเก็ดเงิน

โรคสะเก็ดเงินสามารถแบ่งออกได้หลายชนิดตามลักษณะอาการที่แสดงออก ดังนี้

  • ชนิดผื่นหนา (Plaque Psoriasis): เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ลักษณะเป็นปื้นแดงหนา ขอบเขตชัดเจน มีสะเก็ดสีขาวเงินปกคลุม มักพบบริเวณศอก เข่า และหนังศีรษะ
  • ชนิดหยดน้ำ (Guttate Psoriasis): ลักษณะเป็นตุ่มแดงเล็ก ๆ คล้ายหยดน้ำ กระจายทั่วลำตัว แขน และขา มักพบในเด็กและวัยรุ่นหลังจากการติดเชื้อทางเดินหายใจ
  • ชนิดตุ่มหนอง (Pustular Psoriasis): มีลักษณะเป็นตุ่มหนองสีขาวขุ่นบนผิวหนังที่แดงและอักเสบ อาจมีอาการไข้ร่วมด้วย
  • ชนิดตามข้อพับ (Inverse Psoriasis): เกิดบริเวณซอกพับของร่างกาย เช่น รักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม ผิวจะแดงราบและไม่มีขุย

ความแตกต่างระหว่างโรคสะเก็ดเงิน, เซ็บเดิร์ม และกลาก

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างของโรคผิวหนังที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันได้ดังตารางนี้

ลักษณะ โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) เซ็บเดิร์ม (Seborrheic Derm.) กลาก (Ringworm)
สาเหตุ ภูมิคุ้มกัน/พันธุกรรม ต่อมไขมันอักเสบ เชื้อรา
ลักษณะผื่น แดงหนา ขอบชัด มีเกล็ดสีเงิน แดง มีขุยสีเหลืองมันวาว เป็นวง ขอบแดงชัด
การติดต่อ ไม่ติดต่อ ไม่ติดต่อ ติดต่อได้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคสะเก็ดเงิน

สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เกิดจากปัจจัยร่วมกันระหว่างพันธุกรรมและความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้โรคกำเริบ ได้แก่

  • ความเครียดและการพักผ่อนน้อย
  • การบาดเจ็บของผิวหนัง (แกะ เกา หรือแผลถลอก)
  • สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง (อากาศหนาวและแห้ง)
  • การติดเชื้อในร่างกาย เช่น คออักเสบ
  • การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่

อาการของโรคสะเก็ดเงิน

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการแสดงดังนี้

  1. มีผื่นแดง นูน หนา และมีสะเก็ดสีขาวเงินปกคลุม
  1. ผิวหนังแห้ง แตก และอาจมีเลือดออก
  1. มีอาการคัน แสบ หรือเจ็บที่ผิวหนัง
  1. เล็บมีความผิดปกติ เช่น เล็บเป็นหลุม เล็บร่อน หรือเล็บหนาตัว
  1. อาจมีอาการปวดข้อร่วมด้วย (ข้ออักเสบสะเก็ดเงิน)

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคสะเก็ดเงิน

หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic Arthritis) ซึ่งอาจทำให้ข้อผิดรูปได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อโรคในกลุ่มเมตาบอลิก เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และภาวะซึมเศร้า

การตรวจและวินิจฉัยโรค

แพทย์จะวินิจฉัยจากการซักประวัติและตรวจลักษณะทางคลินิกของผื่น ในบางกรณีที่ไม่แน่ใจ แพทย์อาจทำการ ตัดชิ้นเนื้อ (Skin Biopsy) ส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันผล นอกจากนี้อาจมีการ ตรวจเลือด เพื่อดูค่าการอักเสบหรือโรคร่วมอื่น ๆ

แนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงิน 

แนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงิน

การรักษามุ่งเน้นที่การควบคุมอาการให้โรคสงบและป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยแบ่งแนวทางตามความรุนแรงของโรคดังนี้

  • แนวทางการรักษาด้วยยาทาภายนอก
    สำหรับผู้ที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง แพทย์จะใช้ยาทาเพื่อลดการอักเสบและลดการหนาตัวของผิวหนัง เช่น ยาสเตียรอยด์ (Corticosteroids), ยาทาวิตามินดี หรือน้ำมันดิน (Tar)
  • แนวทางการรักษาด้วยการฉายแสง (Phototherapy)
    เป็นการใช้รังสีอัลตราไวโอเลต (UVB) ฉายลงบนผิวหนังเพื่อชะลอการแบ่งตัวของเซลล์ผิว เหมาะสำหรับผู้ที่มีผื่นกระจายทั่วตัว
  • แนวทางการรักษาด้วยยารับประทานและยาฉีด
    สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือดื้อต่อการรักษาแบบอื่น แพทย์อาจพิจารณาใช้ยากดภูมิคุ้มกันชนิดรับประทาน หรือ ยาชีววัตถุ (Biologics) ซึ่งเป็นยาฉีดที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรค 
  • แนวทางการป้องกันและการดูแลตนเอง
    แม้จะยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคได้ 100% แต่ผู้ป่วยสามารถป้องกันการกำเริบของโรคได้โดย
    • ทาครีมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นสม่ำเสมอ
    • หลีกเลี่ยงการแกะเกาบริเวณผื่น
    • จัดการความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ
    • งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    • สังเกตและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นเฉพาะบุคคล

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  1. โรคสะเก็ดเงินติดต่อผู้อื่นหรือไม่?
    โรคสะเก็ดเงิน ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ไม่ว่าจะโดยการสัมผัส หรือใช้ของร่วมกัน
  2. โรคสะเก็ดเงินรักษาหายขาดได้ไหม?
    ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาให้ โรคสงบ” (Remission) ได้ และผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้หากดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง
  3. อาหารแสลงสำหรับคนเป็นโรคสะเก็ดเงินมีอะไรบ้าง?
    ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของหมักดอง และอาหารที่กระตุ้นการอักเสบ บางรายอาจต้องเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนหรือนมวัว หากพบว่าเป็นตัวกระตุ้น
  4. โรคสะเก็ดเงินถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้หรือไม่?
    ได้ หากพ่อหรือแม่เป็นโรค ลูกจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคสะเก็ดเงินสูงขึ้น
  5. เมื่อโรคกำเริบควรทำอย่างไร?
    ควรรีบทายาและดูแลผิวให้ชุ่มชื้น หากอาการไม่ดีขึ้นหรือลุกลาม ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อปรับการรักษา

สรุป

โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการดูแลเอาใจใส่อย่างต่อเนื่อง การวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยควบคุมอาการของโรคได้ หากมีข้อสงสัยหรือมีอาการผิดปกติทางผิวหนัง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง

Scroll to Top