โรคปอดบวม ปอดอักเสบ (Pneumonia) คืออะไร มีกี่ประเภท สาเหตุ อาการ และการป้องกันที่ควรรู้

โรคปอดบวม ปอดอักเสบ (Pneumonia) คืออะไร มีกี่ประเภท สาเหตุ อาการ และการป้องกันที่ควรรู้

โรคปอดบวม หรือที่หลายคนเรียกว่า “ปอดอักเสบ” เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยและอาจรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม โรคนี้สามารถเกิดได้กับคนทุกวัย แต่จะพบความเสี่ยงสูงในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ การเข้าใจโรคตั้งแต่สาเหตุ อาการ ไปจนถึงการป้องกัน จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มความปลอดภัยต่อสุขภาพในระยะยาว

โรคปอดบวม ปอดอักเสบ (Pneumonia) คืออะไร

โรคปอดบวม หรือ ปอดอักเสบ (Pneumonia) คือภาวะที่เนื้อเยื่อภายในปอดเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อ ส่งผลให้ถุงลมปอดมีของเหลวหรือหนองสะสม ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง ผู้ป่วยจึงมีอาการหายใจลำบาก เหนื่อยง่าย และรู้สึกไม่สบายตัวมากกว่าการติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้

โรคปอดบวม ปอดอักเสบ (Pneumonia) คืออะไร

ประเภทของโรค

โรคปอดบวมสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท เพื่อช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้เหมาะสมกับสาเหตุของโรค

แบ่งตามสาเหตุของการติดเชื้อ

การแบ่งตามชนิดของเชื้อ ช่วยให้เข้าใจความรุนแรงและวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน เช่น

  • ปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย มักมีอาการเฉียบพลัน ไข้สูง และต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
  • ปอดบวมจากเชื้อไวรัส อาการค่อยเป็นค่อยไป พบร่วมกับหวัดหรือไข้หวัดใหญ่
  • ปอดบวมจากเชื้อรา พบได้น้อย แต่มักเกิดในผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ปอดบวมจากการสำลัก เกิดจากการสูดอาหาร น้ำลาย หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ปอด

แบ่งตามสถานที่ติดเชื้อ

  • ปอดบวมที่ติดเชื้อจากชุมชน พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
  • ปอดบวมในโรงพยาบาล มักรุนแรงกว่าและรักษายากกว่า
  • ปอดบวมในผู้ใช้เครื่องช่วยหายใจ มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูง

ความแตกต่างระหว่างปอดบวม (ปอดอักเสบ, Pneumonia) กับ หลอดลมอักเสบ 

หัวข้อ ปอดบวม , ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ
ตำแหน่งการอักเสบ เนื้อปอดและถุงลม หลอดลม
ความรุนแรง ปานกลางถึงรุนแรง ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง
อาการหลัก หอบ เหนื่อย แน่นหน้าอก ไอเป็นหลัก
ความเสี่ยง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน มักหายได้เอง

อาการของโรค

อาการทั่วไป

อาการของโรคปอดบวดหรือปอดอักเสบอาจแตกต่างกันในแต่ละคน แต่โดยทั่วไปจะพบได้บ่อย ได้แก่

  • ไข้ หนาวสั่น
  • ไอ มีเสมหะ หรือเสมหะเปลี่ยนสี
  • หายใจเร็ว เหนื่อยง่าย
  • เจ็บหน้าอกขณะหายใจลึก
  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร

อาการแบบใดที่ควรรีบพบแพทย์

บางอาการอาจเป็นสัญญาณของโรครุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที เช่น

  • หายใจลำบากมาก หรือหอบเหนื่อยผิดปกติ
  • ไข้สูงต่อเนื่องไม่ลด
  • ซึม สับสน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรค

โรคปอดบวมเกิดจากการติดเชื้อเป็นหลัก แต่ความรุนแรงและโอกาสเกิดโรคจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยของแต่ละบุคคล โดยสามารถสรุปสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้ดังนี้

สาเหตุหลัก

  • เชื้อแบคทีเรีย เช่น Streptococcus pneumoniae
  • เชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือไวรัสทางเดินหายใจ
  • เชื้อรา พบได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • การสำลักอาหาร น้ำ หรือสารคัดหลั่งเข้าสู่ปอด

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคง่ายขึ้น

  • อายุที่มากกว่า 65 ปี หรือเด็กเล็ก
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ติดเชื้อ HIV
  • โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง
  • การสูบบุหรี่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเจ็บป่วยมาก่อนหน้า

โรคปอดบวม, ปอดอักเสบ ติดต่อได้หรือไม่ ติดต่อทางไหน

โรคนี้ สามารถติดต่อได้ในบางกรณี โดยเฉพาะชนิดที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การติดต่อไม่ได้เกิดจากตัวโรคโดยตรง แต่เกิดจากเชื้อที่เป็นสาเหตุ

ช่องทางการติดต่อที่พบบ่อย

  • การไอหรือจาม ทำให้ละอองฝอยแพร่กระจายในอากาศ
  • การสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก เสมหะ
  • การสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อ แล้วนำมือมาสัมผัสปาก จมูก หรือดวงตา

ในบางรายที่ภูมิคุ้มกันแข็งแรง อาจติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากโรคปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบ

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้

  • ภาวะหายใจล้มเหลว จากการแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่ลดลง
  • การติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis)
  • หนองในปอด หรือเยื่อหุ้มปอดอักเสบ
  • ปอดเกิดพังผืด หรือทำงานได้น้อยลงในระยะยาว

การตรวจและวินิจฉัยโรค

การตรวจและวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบจำเป็นต้องอาศัยหลายวิธีร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำและเหมาะสมกับการรักษา

วิธีที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัย

  • ซักประวัติและตรวจร่างกาย
  • เอกซเรย์ปอด เพื่อตรวจหาบริเวณอักเสบ
  • ตรวจเลือด เพื่อประเมินการติดเชื้อ
  • ตรวจเสมหะ เพื่อหาชนิดของเชื้อ (ในบางกรณี)

แนวทางการรักษา: การรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและความรุนแรงของอาการ

การรักษาโรคปอดบวมชนิดไม่รุนแรง

  • รับประทานยาต้านเชื้อหรือยาตามแพทย์สั่ง
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะ
  • ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หากอาการไม่ดีขึ้นควรกลับไปพบแพทย์

การรักษาโรคปอดบวมชนิดรุนแรง

  • นอนรักษาในโรงพยาบาล
  • ให้ยาทางหลอดเลือดดำ
  • ให้ออกซิเจน หรือใช้เครื่องช่วยหายใจในรายที่จำเป็น
  • เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด

การดูแลระหว่างรักษาและระยะฟื้นตัว

ระหว่างการรักษาและช่วงฟื้นตัว ผู้ป่วยควรดูแลตนเองอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้ปอดฟื้นตัวได้เต็มที่

แนวทางการดูแลตนเอง

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่มีคุณค่า
  • งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควัน
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด

หลังหายจากโรคปอดบวม ปอดจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่

โดยทั่วไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ปอดจะค่อยๆ ฟื้นสภาพภายในไม่กี่สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง อาจใช้เวลาฟื้นตัวนานขึ้น และควรติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

แนวทางการป้องกันโรคปอดบวม

การป้องกันช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและลดความรุนแรงหากติดเชื้อ

วิธีป้องกันที่แนะนำ

  • ล้างมือเป็นประจำ
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ที่มีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจ
  • ไม่สูบบุหรี่
  • ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง
  • รับวัคซีนตามคำแนะนำแพทย์

กลุ่มบุคคลใดบ้างที่ควรได้รับวัคซีนป้องกันปอดบวม

วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมมีส่วนช่วยลดความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อน เหมาะสำหรับ

  • ผู้สูงอายุ
  • เด็กเล็ก
  • ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคปอดบวม (FAQ)

1.โรคปอดบวมอันตรายหรือไม่

โรคปอดบวมอาจมีความรุนแรงได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

2.โรคปอดบวมรักษาหายขาดหรือไม่

ส่วนใหญ่สามารถรักษาหายขาดได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก และผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด

3.ต้องนอนโรงพยาบาลทุกกรณีหรือไม่

ไม่จำเป็น ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงสามารถรักษาที่บ้านได้ แต่หากมีอาการรุนแรงหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจแนะนำให้นอนโรงพยาบาล

4.หลังหายแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่

สามารถเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ดังนั้นการดูแลสุขภาพและป้องกันจึงมีความสำคัญ

5.วัคซีนป้องกันปอดบวมช่วยได้มากน้อยแค่ไหน

วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรครุนแรง และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน แต่ไม่ได้ป้องกันได้ 100%

สรุป

โรคปอดบวมเป็นโรคที่ควรให้ความสำคัญ เนื่องจากอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ การรู้จักสาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวอย่างปลอดภัย หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม

Scroll to Top