อาการปวดท้องประจำเดือนที่รุนแรงขึ้นทุกเดือน หน้าท้องที่ยื่นออกมาเหมือนคนท้องทั้งที่ไม่อ้วน หรืออาการปวดหน่วงท้องน้อยแปลกๆ อาจไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงที่ควรมองข้าม เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคซีสต์ที่รังไข่” ภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในร่างกายและพร้อมจะแสดงอาการเมื่อก้อนซีสต์โตขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน Medical Line Lab จะพาคุณไปทำความเข้าใจโรคนี้ให้มากขึ้น เพื่อให้คุณสำรวจตัวเองและรับมือได้อย่างเท่าทัน
โรคซีสต์ที่รังไข่ (Ovarian Cysts) คืออะไร
โรคซีสต์ที่รังไข่ (Ovarian Cysts) คือภาวะที่มีถุงน้ำหรือก้อนเนื้อเกิดขึ้นภายในรังไข่หรือบนผิวของรังไข่ ลักษณะคล้ายลูกโป่งใส่น้ำ ซึ่งภายในอาจบรรจุของเหลว เลือด หรือไขมัน ส่วนใหญ่แล้วซีสต์ที่พบมักเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา (Benign) ที่ไม่ใช่มะเร็ง และในบางชนิดสามารถฝ่อหายไปได้เอง แต่หากซีสต์มีขนาดใหญ่หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน ก็อาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้
ชนิดของซีสต์ที่รังไข่
ซีสต์ที่รังไข่แบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะการเกิด ดังนี้
- ซีสต์ที่เกิดจากการทำงานปกติของรังไข่ (Functional Cysts): เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการตกไข่ตามรอบเดือนปกติ เช่น Follicular Cyst ซึ่งมักไม่มีอาการและสามารถยุบหายไปเองได้ภายใน 2-3 เดือน
- ซีสต์ที่มีพยาธิสภาพ (Pathological Cysts): เป็นซีสต์ที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ เช่น
- ช็อกโกแลตซีสต์ (Endometrioma): เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เข้าไปเจริญในรังไข่และมีเลือดสะสมจนเป็นสีคล้ำคล้ายช็อกโกแลต
- เดอร์มอยด์ซีสต์ (Dermoid Cyst): ภายในก้อนจะมีไขมัน เส้นผม ฟัน หรือกระดูกปนอยู่ เกิดจากเซลล์ต้นกำเนิดที่เจริญผิดเพี้ยน
- ซีสต์เนื้องอก (Cystadenoma): เป็นก้อนเนื้อที่มีน้ำใสหรือน้ำเมือกอยู่ข้างใน มักมีขนาดใหญ่
ความแตกต่างระหว่าง “ซีสต์ที่รังไข่” “เนื้องอกมดลูก” และ “PCOS”
โรคทั้ง 3 ชนิดนี้มักสร้างความสับสนเนื่องจากมีอาการคล้ายคลึงกัน ตารางนี้จะช่วยแยกแยะความแตกต่างเบื้องต้น:
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ซีสต์ที่รังไข่ (Ovarian Cysts) | เนื้องอกมดลูก (Myoma Uteri) | ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) |
| ตำแหน่ง | รังไข่ | กล้ามเนื้อมดลูก | รังไข่ (มีฟองไข่ใบเล็กจำนวนมาก) |
| ลักษณะเด่น | ถุงน้ำ (อาจมีเลือด/ไขมัน) | ก้อนเนื้อแข็ง | ฮอร์โมนเพศชายสูง |
| อาการหลัก | ปวดหน่วงท้องน้อย | ประจำเดือนมามาก / คลำเจอก้อนแข็ง | ประจำเดือนไม่มา / สิว / ขนดก |
| ความอันตราย | เสี่ยงแตก / บิดขั้ว | เสี่ยงเสียเลือดมาก / แท้งบุตร | เสี่ยงเบาหวาน / มีบุตรยาก |
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่แน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
- ความผิดปกติของฮอร์โมน: การทำงานที่สมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน
- ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่: เป็นสาเหตุหลักของช็อกโกแลตซีสต์
- การติดเชื้อ: การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานที่รุนแรงอาจทำให้เกิดฝีหรือถุงน้ำที่รังไข่
- พันธุกรรม: ประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นซีสต์หรือมะเร็งรังไข่
อาการสัญญาณเตือน “ซีสต์ที่รังไข่”
ซีสต์ขนาดเล็กมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อก้อนโตขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการดังนี้
- ปวดหน่วงท้องน้อย: อาจปวดตื้อๆ หรือปวดร้าวไปที่หลังและต้นขา
- ประจำเดือนผิดปกติ: ประจำเดือนมามาก มากระปริดกระปรอย หรือปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
- ท้องอืด แน่นท้อง: รู้สึกอึดอัดในช่องท้อง หรือคลำเจอก้อนที่หน้าท้องน้อย
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์: รู้สึกเจ็บลึกๆ ในช่องคลอด
- ปัสสาวะบ่อย: เนื่องจากก้อนซีสต์ไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ
ภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย
หากปล่อยไว้นานอาจเกิดภาวะฉุกเฉินที่ต้องผ่าตัดด่วน ได้แก่
- ภาวะซีสต์บิดขั้ว (Ovarian Torsion): ก้อนซีสต์ที่มีขั้วเกิดการบิดตัว ทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงรังไข่ถูกตัดขาด ผู้ป่วยจะปวดท้องน้อยเฉียบพลัน รุนแรง และอาจมีคลื่นไส้อาเจียน หากรักษาไม่ทันอาจต้องตัดรังไข่ทิ้ง
- ภาวะซีสต์แตก (Ruptured Cyst): ทำให้เกิดการตกเลือดภายในช่องท้อง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องรุนแรงและอาจช็อกจากการเสียเลือดได้
การตรวจและวินิจฉัยโรค
- การตรวจภายใน (Pelvic Exam): แพทย์จะคลำหาความผิดปกติของรังไข่และมดลูก
- การอัลตราซาวด์ (Ultrasound): เป็นวิธีที่ช่วยให้เห็นลักษณะ ขนาด และตำแหน่งของซีสต์ได้ชัดเจนที่สุด
- การตรวจเลือดหาค่าสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor Marker CA-125): เพื่อคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีซีสต์ลักษณะน่าสงสัยหรือในวัยหมดประจำเดือน
แนวทางการรักษาโรคซีสต์ที่รังไข่
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับชนิด ขนาดของซีสต์ และความต้องการมีบุตร
- การติดตามอาการ (Watchful Waiting): สำหรับซีสต์ชนิด Functional Cyst ขนาดเล็ก แพทย์จะนัดอัลตราซาวด์ติดตามอาการ เพราะมักยุบหายได้เอง
- การรักษาด้วยยา: การใช้ยาคุมกำเนิดหรือยาปรับฮอร์โมน เพื่อลดขนาดของซีสต์และป้องกันการเกิดใหม่
- การรักษาด้วยการผ่าตัด: ในกรณีที่ซีสต์มีขนาดใหญ่ (เกิน 5-6 ซม.), ไม่ยุบลงหลังติดตามอาการ, มีลักษณะน่าสงสัยว่าเป็นมะเร็ง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะพิจารณาผ่าตัด ซึ่งมีทั้งการผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopy) แผลเล็ก ฟื้นตัวไว และการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง
แนวทางการดูแลตนเองและสังเกตความผิดปกติ
- จดบันทึกรอบเดือน: สังเกตความสม่ำเสมอและปริมาณเลือดที่ออก
- ตรวจภายในประจำปี: ผู้หญิงทุกคนควรตรวจภายในและอัลตราซาวด์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้จะไม่มีอาการผิดปกติ
- สังเกตอาการปวด: หากปวดประจำเดือนมากขึ้นเรื่อยๆ หรือปวดท้องน้อยเฉียบพลัน ควรรีบพบแพทย์
กลุ่มบุคคลใดบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งรังไข่และซีสต์
- ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ทุกคน (เริ่มมีประจำเดือน)
- ผู้ที่มีประวัติปวดประจำเดือนรุนแรง หรือประจำเดือนมาผิดปกติ
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งเต้านม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- ซีสต์ที่รังไข่สามารถหายเองได้หรือไม่?
ได้ หากเป็นซีสต์ชนิด Functional Cyst ซึ่งเกิดจากการทำงานตามรอบเดือนปกติ มักจะฝ่อและยุบหายไปได้เองภายใน 2-3 เดือน แต่หากเป็นชนิดอื่น เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ หรือเดอร์มอยด์ซีสต์ จะไม่สามารถหายเองได้
- เป็นซีสต์ที่รังไข่จะมีลูกยากไหม หรือทำให้เป็นหมันหรือไม่?
อาจส่งผลให้มีบุตรยาก โดยเฉพาะโรคช็อกโกแลตซีสต์ (เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่) ที่มักทำให้เกิดพังผืดในอุ้งเชิงกราน ขัดขวางการตกไข่หรือการเดินทางของไข่ แต่หากได้รับการรักษาที่เหมาะสม ก็ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้
- ซีสต์ชนิดไหนที่มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งรังไข่มากที่สุด?
ส่วนใหญ่ซีสต์ที่รังไข่มักเป็นเนื้องอกธรรมดา แต่ชนิดที่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งมักพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หรือซีสต์ที่มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อผสมถุงน้ำ (Complex Cyst) ซึ่งแพทย์จะใช้วิธีตรวจเลือดดูค่า CA-125 ร่วมกับการอัลตราซาวด์เพื่อประเมินความเสี่ยง
- จำเป็นต้องผ่าตัดซีสต์ออกทุกคนไหม ดูจากอะไร?
ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคน แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดในกรณีที่ก้อนมีขนาดใหญ่ (มักเกิน 5 ซม.), ก้อนไม่ยุบลงหรือโตขึ้นหลังจากติดตามอาการ, มีลักษณะทางอัลตราซาวด์ที่น่าสงสัย, หรือผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปวดรุนแรงหรือซีสต์แตก
- หลังผ่าตัดซีสต์แล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหรือไม่?
มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะโรคช็อกโกแลตซีสต์ หากยังมีรังไข่และยังมีประจำเดือนอยู่ ดังนั้นหลังการรักษา ผู้ป่วยจึงควรมาตรวจติดตามอาการตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
สรุป
โรคซีสต์ที่รังไข่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม แม้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่มะเร็ง แต่ก็สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการมีบุตรได้ การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายและการตรวจสุขภาพประจำปี จะช่วยให้ตรวจเจอโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้การรักษาง่ายขึ้นและลดความเสี่ยงการสูญเสียรังไข่ในอนาคต
เบอร์โทรศัพท์: 02-374-9604
Line: https://page.line.me/259wtcig?openQrModal=true
Contact us: https://www.medicallinelab.co.th/ติดต่อสอบถาม/
Website: https://www.medicallinelab.co.th/
Facebook: https://www.facebook.com/MLLmedicallinelab
Email: info@medicallinelab.co.th





